Cute Variety Online

 
น่ารักดอทคอม | หาเพื่อน Msn List | คลับคนน่ารัก | แชท ห้องคุย | กระดานสนทนา | อีการ์ด Ecard | ทอมดี้ น่ารัก | สมัครสมาชิกใหม่
 
 
 
Member
Profile ของ sandwich
sandwich
 
Level : 0
 
ส่งจดหมายถึง ฟุตบาทฮับ IP-address : 125.24.143.204
SpeedTest

speedtest

อาณาจักรพืชวัฏจักรชีวิตพืชดอกดอก
ส่วนที่ 1
อาณาจักรพืชวัฏจักรชีวิตพืชดอกดอก
1. อาณาจักรพืช (Plant Kingdom)
ในตอนแรกนี้ เราควรเข้าใจหรือมองเห็นภาพใหญ่ของอาณาจักรพืช ก่อนที่จะเข้าสู่รายละเอียดในหัวข้อต่อๆไป
อาณาจักรพืชแบ่งออกเป็นห้าหมวด (Division ที่เทียบเท่ากับ Phylum ในอาณาจักรอื่นๆ) ดังนี้
1. Rhodophyta หรือพวกสาหร่ายสีแดง
2. Phaeophyta หรือพวกสาหร่ายสีน้ำตาล รวมสาหร่ายยักษ์เคลพ์ (kelp) ที่อยู่ในทะเลด้วย
3. Chlorophyta หรือพวกสาหร่ายสีเขียว
4. Bryophyta หรือพวกมอสส์และลิเวอร์เวิร์ต (liverwort)
5. Tracheophyta หรือพวกพืชมีท่อลำเลียง (vascular plant) ทั้งหมด พืชในหมวดนี้แบ่งออกเป็นสองหมวดย่อย (Subdivision) ดังนี้
5.1 พวกเฟิร์น
5.2 พืชมีเมล็ด (seed plant) พืชในหมวดย่อยนี้แบ่งออกเป็นสองชั้น (Class) ใหญ่ๆ ที่เราคุ้นเคยกัน ดังนี้คือ
5.2.1 Gymnospermae เรียกพืชในชั้นนี้ว่าพืชเมล็ดเปลือย (gymnosperm) หมายถึงพืชที่เมล็ดไม่มีสิ่งห่อหุ้ม พืชพวกนี้ไม่มีรังไข่ ไม่มีผล และมีการปฏิสนธิเดี่ยว (single fertilization) แต่จากความรู้ที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน พบว่า คำกล่าวข้างต้นถูกต้องเพียงบางส่วน ตัวอย่างพืชในชั้นนี้ เช่นสนเขา แปะก๊วย และปรง พืชเมล็ดเปลือยมีวิวัฒนาการในโลกมาก่อนพืชดอก เมื่อประมาณ 280 ล้านปีที่แล้ว หรือก่อนไดโนเสาร์เริ่มครองโลก
5.2.2 Angiospermae เรียกพืชในชั้นนี้ว่าพืชดอก (angiosperm) เนื่องจากในพวกพืชมีเมล็ดด้วยกัน เฉพาะพืชกลุ่มนี้เท่านั้นที่สร้างดอก พืชดอกหมายถึงพืชที่เมล็ดมีสิ่งห่อหุ้ม พืชกลุ่มนี้มีรังไข่ (ovary) มีผล (fruit) และมีการปฏิสนธิคู่ (double fertilization) พืชดอกมีวิวัฒนาการมาจากพืชเมล็ดเปลือยดึกดำบรรพ์ เมื่อประมาณ 136 ล้านปีที่แล้ว หรือในยุคที่ไดโนเสาร์เริ่มสูญพันธุ์ พืชในชั้นนี้มีมากที่สุด ในโลกนี้มีประมาณ 275,000 ชนิด (species) ในประเทศไทยประมาณว่ามีมากกว่า 12,000 ชนิด และมีหลากหลายเช่นกัน ตั้งแต่ต้นเล็กไม่ถึงหนึ่งมิลลิเมตร เช่น duckweed ที่อยู่ตามผิวน้ำ จนถึงต้นสูงใหญ่ร่วมหนึ่งร้อยเมตร เช่นยูคาลิปตัส หรือยืนต้นเช่นไม้ที่พบเห็นบนดินทั่วไป เป็นเถาเกาะเกี่ยวตามต้นไม้ จนถึงพืชอากาศที่อาศัยอยู่บนต้นไม้อื่น หรือสังเคราะห์แสงได้เอง (photosynthetic plant) ดังเช่นพืชที่เราเห็นทั่วๆไป จนถึงพืชเบียนหรือกาฝาก (parasitic plant) และพืชกินซาก (saprophytic plant) พืชที่เราพบเห็นและศึกษาโดยทั่วไปทางการเกษตรจัดอยู่ในกลุ่มนี้ ดังนั้น เนื้อหาที่จะกล่าวถึงในหนังสือเล่มนี้จึงเกี่ยวข้องกับพืชดอกเกือบทั้งหมด
พืชดอกแบ่งออกเป็นสองชั้นย่อย (Subclass) โดยแบ่งตามจำนวนใบเลี้ยงในเมล็ดได้ ดังนี้
1) ใบเลี้ยงเดี่ยว (Monocotyledonae) เรียกพืชในชั้นย่อยนี้ว่าพืชใบเลี้ยงเดี่ยว (monocotyledon หรือมักเรียกย่อๆว่า monocot) พืชกลุ่มนี้มีใบเลี้ยงในเมล็ดเพียงหนึ่งใบ ในโลกนี้มีพืชใบเลี้ยงเดี่ยวประมาณ 50,000 ชนิด ตัวอย่างวงศ์ (Family) พืชที่ถูกจัดให้อยู่ในชั้นย่อยใบเลี้ยงเดี่ยวนี้ เช่น Poaceae (ชื่อเดิมคือ Gramineae หรือวงศ์หญ้า) Palmae หรือ Arecaceae (วงศ์ปาล์ม) Liliaceae (วงศ์ลิลี่) Orchidaceae (วงศ์กล้วยไม้) และ Cyperaceae (วงศ์กก) โปรดสังเกตชื่อวงศ์มักลงท้ายด้วย ceae
2) ใบเลี้ยงคู่ (Dicotyledonae) เรียกพืชในชั้นย่อยนี้ว่าพืชใบเลี้ยงคู่ (dicotyledon หรือมักเรียกย่อๆว่า dicot) พืชในกลุ่มนี้มีใบเลี้ยงในเมล็ดสองใบ ในโลกนี้มีพืชใบเลี้ยงคู่มากมายประมาณ 225,000 ชนิด ตัวอย่างวงศ์พืชที่ถูกจัดให้อยู่ในชั้นย่อยใบเลี้ยงคู่นี้ เช่น Fabaceae (ชื่อเดิมคือ Leguminosae หรือวงศ์ถั่ว) Brassicaceae (ชื่อเดิมคือ Cruciferae หรือวงศ์กะหล่ำ) Solanaceae (วงศ์มะเขือเทศ) และ Asteraceae (ชื่อเดิมคือ Compositae หรือวงศ์ทานตะวัน)
ก่อนเข้าสู่เนื้อเรื่องต่อไป เราควรมีความเข้าใจพื้นฐานทางพฤกษศาสตร์ให้ตรงกัน เพื่อจะได้รู้ว่าเรากำลังพูดถึงระดับไหนในพืช องค์ประกอบของพืชจากระดับย่อยสุดถึงระดับใหญ่สุดเป็นดังนี้ ระดับย่อยสุดคือ องค์ประกอบของเซลล์ (cell component) -> เซลล์ (cell) -> ชนิดเซลล์ -> เนื้อเยื่อ (tissue) -> ระบบเนื้อเยื่อ -> อวัยวะ (organ) -> ระบบ ที่เป็นระดับใหญ่สุด เนื้อหาส่วนใหญ่ในหนังสือเล่มนี้อยู่ในระดับชนิดเซลล์ถึงเนื้อเยื่อ ซึ่งเป็นระดับที่ค่อนข้างย่อยในแง่ทางการเกษตรทั่วๆไป
เมื่อพืชเจริญเติบโต เนื้อเยื่อที่เรียกว่าเนื้อเยื่อเจริญ (meristem) จะพัฒนาเป็นเนื้อเยื่อต่างๆ อวัยวะใหม่ๆ เช่นราก กิ่ง ใบ เพื่อเข้าหาแสง น้ำ และแร่ธาตุ นอกจากนี้ เนื้อเยื่อเจริญยังพัฒนาเป็นแกมีโทไฟต์ (gametophyte, ดูหัวข้อที่ 7 และ/หรือ 13) และเซลล์สืบพันธุ์ (gamete) ในพืชที่โตอีกด้วย เรื่องเซลล์สืบพันธุ์นี้คือประเด็นสำคัญที่กล่าวถึงในหนังสือนี้นี่เอง
เนื้อเยื่อเจริญแบ่งเป็นสองประเภท ดังนี้
1. เนื้อเยื่อปฐมภูมิ (primary tissue) สร้างโดยเนื้อเยื่อเจริญที่ปลายรากหรือปลายยอด (apical meristem) ทำให้รากพืชเจริญลึกลงในดินเข้าหาน้ำและแร่ธาตุ และลำต้นพืชเจริญขึ้นในอากาศเข้าหาแสง การเจริญเติบโตเนื่องจากเนื้อเยื่อเจริญประเภทนี้เรียกว่าการเจริญเติบโตปฐมภูมิ
2. เนื้อเยื่อทุติยภูมิ (secondary tissue) สร้างโดยเนื้อเยื่อเจริญด้านข้าง (lateral meristem) ทั้งในราก ลำต้น และกิ่ง เนื้อเยื่อประเภทนี้จะเจริญเป็นแคมเบียม (cambium) เพื่อสร้างไซเล็ม (xylem) และโฟลเอ็ม (phloem) หรือท่อลำเลียงน้ำและอาหารต่อไป ทำให้ส่วนต่างๆของพืชหนาหรือใหญ่ขึ้น การเจริญเติบโตเนื่องจากเนื้อเยื่อประเภทนี้เรียกว่าการเจริญเติบโตทุติยภูมิ
ระบบเนื้อเยื่อหลัก (main tissue system) ของพืชแบ่งออกเป็นสามประเภท โดยจะพัฒนาเป็นเนื้อเยื่ออื่นๆต่อไป ในส่วนต่างๆของพืชเพื่อการเจริญเติบโตและสืบพันธุ์ ดังนี้
1. ระบบเนื้อเยื่อผิว (dermal) จะพัฒนาเป็นเนื้อเยื่อชั้นผิว (epidermis) ต่อไปในการเจริญเติบโตปฐมภูมิ ชนิดเซลล์ที่เกี่ยวข้องในการเจริญเติบโตปฐมภูมินี้ เช่นเซลล์พาเรงคิมา (parenchyma) และเซลล์คุม (guard cell) หรือจะพัฒนาเป็นเนื้อเยื่อเพอริเดิร์ม (periderm) ต่อไปในการเจริญเติบโตทุติยภูมิ ชนิดเซลล์ที่เกี่ยวข้องในการเจริญเติบโตทุติยภูมินี้ เช่นเซลล์พาเรงคิมา และเซลล์สเกลอเรงคิมา (sclerenchyma) ระบบเนื้อเยื่อผิวนี้มีหน้าที่ปกป้องอันตรายจากภายนอก และกันการสูญเสียน้ำจากต้นพืช
2. ระบบเนื้อเยื่อเจริญพื้น (ground meristem) จะพัฒนาเป็นเนื้อเยื่อพาเรงคิมา คอลเลงคิมา (collenchyma) และสเกลอเรงคิมา หรือที่เรามักเรียกกันว่าเนื้อเยื่อคอร์เทกซ์ (cortex) และไส้ไม้ (pith) ต่อไป ชนิดเซลล์ที่เกี่ยวข้อง เช่นเซลล์พาเรงคิมา คอลเลงคิมา และเซลล์เส้นใย (fiber) ระบบเนื้อเยื่อเจริญพื้นนี้มีหน้าที่สะสมอาหาร เช่นคาร์โบไฮเดรตที่ได้จากการสังเคราะห์แสง และค้ำจุนต้นพืช
3. ระบบเนื้อเยื่อท่อลำเลียง (vascular) จะพัฒนาเป็นเนื้อเยื่อไซเล็ม (xylem) และโฟลเอ็ม (phloem) หรือเรียกรวมกันว่าเนื้อเยื่อแคมเบียมท่อลำเลียง (vascular cambium) ต่อไป ชนิดเซลล์ที่เกี่ยวข้อง เช่นเซลล์เทรคีด (tracheid) ในไซเล็ม และเซลล์ท่อลำเลียงอาหาร (sieve tube member) ในโฟลเอ็ม ระบบเนื้อเยื่อท่อลำเลียงนี้มีหน้าที่ขนส่งสารและให้ความแข็งแรงในแนวตั้งแก่พืช
ส่วนที่ 2
การเกิดไมโครสปอร์เรณูทาพีตัมแกมีโทฟต์เพศผู้การแตกของอับเรณูหลอดเรณู
4. การเกิดไมโครสปอร์ (microsporogenesis)

การสร้างเซลล์สืบพันธุ์ (gamete) ทั้งเพศผู้และเพศเมีย เกี่ยวข้องกับสองขบวนการใหญ่คือ 1. การเกิดสปอร์ (sporogenesis) ที่เป็นขบวนการสร้างสปอร์ และ 2. การเกิดเซลล์สืบพันธุ์ (gametogenesis) ที่เป็นขบวนการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ โดยทั้งสองขบวนการนี้เกิดต่อเนื่องกันตามลำดับภายในดอก
จากส่วนของดอกที่มีองค์ประกอบทั้งเพศผู้และเพศเมียในหัวข้อที่แล้ว เราจะเข้าสู่รายละเอียดเฉพาะของเพศผู้ต่อไปในส่วนที่ 2 นี้
เมื่อตัดขวางอับเรณูของเกสรเพศผู้ เราจะเห็นอับไมโครสปอร์ (microsporangium) สองอับต่อพู ภายในอับนี้คือส่วนที่สร้างไมโครสปอร์ (microspore) หรือสปอร์เพศผู้นั่นเอง
ไมโครสปอร์ ในพืชที่สร้างสปอร์สองชนิด คือไมโครสปอร์ และเมกะสปอร์ (ดูหน้า 47 เพื่อเปรียบเทียบ) ไมโครสปอร์หมายถึงสปอร์ที่จะพัฒนาเป็นแกมีโทไฟต์เพศผู้ (microgametophyte หรือ male gametophyte) หรืออาจกล่าวอย่างกว้างๆแต่ไม่ถูกต้องนัก ก็คือละอองเรณูที่เรารู้จักกันนั่นเอง ดังนั้น การเกิดไมโครสปอร์ จึงเป็นขบวนการสร้างไมโครสปอร์ ซึ่งเป็นผลที่ได้สุดท้ายของขบวนการนี้ โดยเกิดขึ้นในอับไมโครสปอร์ (microsporangium) หรืออับเรณูของเกสรเพศผู้นั่นเอง
การเกิดไมโครสปอร์เริ่มจากชั้นอาร์คิสปอร์ (ดูภาพที่ 11 และ 12) หรือบางครั้งเรียกว่าเนื้อเยื่อชั้นรองจากผิว (hypodermal layer) ซึ่งเป็นชั้นเซลล์พิเศษรอบอับไมโครสปอร์ โดยที่ชั้นนี้ มีการแบ่งเซลล์แบบขนานกับผิว (ดูภาคผนวก 1 ข้อ 1.2) ได้เนื้อเยื่อสองชั้นที่มีการพัฒนาแยกกัน คือ 1) ชั้นข้างผนังปฐมภูมิ (primary parietal layer) ซึ่งจะพัฒนาต่อไปเป็นชั้นผนังอับไมโครสปอร์ (microsporangial wall) และ 2) ชั้นสร้างสปอร์ปฐมภูมิ (primary sporogenous layer) ซึ่งจะพัฒนาเป็นเซลล์กำเนิดไมโครสปอร์ (microsporocyte หรือ microspore mother cell)
ชั้นผนังอับไมโครสปอร์จะพัฒนาต่อไปจนได้ 1) เอนโดทีเซียม (endothecium) ที่มีบทบาทช่วยให้อับเรณูแตก 2) ชั้นกลาง (middle layer) จำนวนหนึ่งถึงสี่ชั้น และ 3) ทาพีตัมด้านนอก (outer tapetum) ทั้งสามชั้นนี้เรียงตัวจากด้านนอกเข้าด้านในตามลำดับ
ส่วนชั้นสร้างสปอร์ปฐมภูมิอาจจะพัฒนาได้โดยไม่มีหรือมีการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส (mitosis) หลายครั้ง จนได้เซลล์กำเนิดไมโครสปอร์ (2n) ซึ่งมีลักษณะเป็นเซลล์ที่ขยายตัวใหญ่ขึ้น และมีการแบ่งตัวแบบไมโอซิส (meiosis แปลว่าทำให้เล็กลง นั่นคือจากจำนวนโครโมโซม 2n กลายเป็น 1n และ 1n) จำนวนเซลล์กำเนิดไมโครสปอร์ในแต่ละอับไมโครสปอร์มีความแปรปรวนเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นจะได้กลุ่มละสี่ของไมโครสปอร์ (tetrad of microspore) ที่มีจำนวนโครโมโซมครึ่งหนึ่งหรือหนึ่งชุด (1n) ต่อมากลุ่มละสี่นี้จะแยกตัวกันเป็นไมโครสปอร์อิสระ ไมโคร สปอร์แต่ละชิ้นจะเข้าสู่ขบวนการการเกิดเซลล์สืบพันธุ์ แล้วจะพัฒนาต่อไปเป็นละอองเรณู (ดูหน้า 23) ในที่สุด


ภาพที่ 11 เกสรเพศผู้และตัดขวางอับเรณูเพื่อแสดงอับไมโครสปอร์ที่มีชั้นอาร์คิสปอร์


* ในช่วงปลายของการพัฒนาอับเรณู ก่อนที่อับเรณูแตก เอนโดทีเซียมจะมีลักษณะหนาขึ้น ในรูปของแท่งหรือเส้นใยเครือข่ายเซลลูโลสบนผนังเซลล์บางแห่ง บางครั้งเรียกว่าชั้นเส้นใย ลักษณะเช่นนี้ช่วยให้อับเรณูแตก
ภาพที่ 12 ตัดขวางอับไมโครสปอร์ และขยายส่วนของผนังอับไมโครสปอร์
อาจสรุปขั้นตอนต่างๆที่กล่าวข้างต้นเป็นแผนภาพได้ดังนี้


การสร้างไมโครสปอร์ เหตุการณ์ช่วงที่เซลล์กำเนิดไมโครสปอร์มีการแบ่งตัวแบบ ไมโอซิสเพื่อสร้างไมโครสปอร์ มีดังนี้
1. เริ่มแรก เซลล์กำเนิดไมโครสปอร์ (2n) จัดเรียงตัวเบียดกันแน่น และเชื่อมต่อกันด้วย พลาสโมเดสมา (plasmodesma; ดูภาพที่ 13)
2. ต่อมาผนังเซลลูโลสปฐมภูมิ (primary cellulosic wall) ของแต่ละเซลล์กำเนิด ไมโครสปอร์สูญสลายไป และมีการสะสมชั้นหนาของแคลโลส (callose) ซึ่งเป็นพอลิเมอร์ (polymer) รอบๆเซลล์กำเนิดไมโครสปอร์ ชั้นแคลโลสนี้ไม่แข็งแรงเท่าเซลลูโลสเดิม


ภาพที่ 13 เซลล์กำเนิดไมโครสปอร์เชื่อมต่อกันด้วยพลาสโมเดสมา
พลาสโมเดสมาซึ่งเป็นสายไซโทพลาซึม (cytoplasm) ที่หนาแน่น เชื่อมต่อระหว่าง เซลล์กำเนิดไมโครสปอร์แต่ละเซลล์ ลักษณะเช่นนี้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่าการพัฒนาพร้อมกัน นั่นคือ ไมโครสปอร์ทั้งหมดในอับไมโครสปอร์เดียวกันจะพัฒนาพร้อมๆกัน ทั้งนี้เนื่องจากการเชื่อมต่อกันในช่วงการแบ่งเซลล์ระยะไมโอซิส I ของเซลล์กำเนิดไมโครสปอร์นี่เอง หลังจากนั้น สายไซโทพลาซึมนี้จะสลายตัวลงก่อนถึงระยะไมโอซิส II และอับไมโครสปอร์จะสร้างกลุ่มละสี่ (tetrad) ของไมโครสปอร์ที่แยกตัวกัน
ไมโครสปอร์ในกลุ่มละสี่นี้อาจมีการจัดวางตัวในลักษณะต่างๆกัน เช่นรูปพีระมิด (tetrahedral) ที่พบได้มากที่สุด สองด้านเหมือนกัน (isobilateral) ตรงข้ามสลับตั้งฉาก (decussate) รูปอักษร T (T-shaped) และเส้นตรง (linear)
ลักษณะการเกิดไมโครสปอร์จะถูกกำหนดโดยเวลาของการแบ่งเซลล์ระยะไมโอซิส และของการเกิดไซโทพลาซึม (cytogenesis) ทั้งสองอย่างนี้มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาของการเกิดไซโทพลาซึมทำให้เกิด การสร้างผนังไมโครสปอร์สองแบบ ดังนี้

1. การสร้างผนังไมโครสปอร์พร้อมกัน (simultaneous) พบการสร้างผนังแบบนี้ใน พืชดอกถึง 186 วงศ์ ส่วนมากเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ แต่ก็พบในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวบางชนิดเช่นกัน เนื่องจากพืชใบเลี้ยงคู่ส่วนใหญ่มีการแบ่งเซลล์ระยะไมโอซิสและการแบ่งไซโทพลาซึมพร้อมกัน จึงเป็นผลให้เกิดร่องแบบเข้าสู่ศูนย์กลาง (centripetal cleavage furrow) ที่เซลล์กำเนิดไมโครสปอร์ (ดูภาพที่ 14)



* เป็นระบบเส้นใยฝอย (fibril) รูปกระสวยที่เกิดขึ้นระหว่างนิวเคลียสลูกสองชิ้นในระยะ เทโลเฟส (telophase) และจะเกิดแผ่นกั้นเซลล์ (cell plate) ในนั้น ระหว่างการแบ่งเซลล์หรือการแบ่งไซโทพลาซึม
ภาพที่ 14 การสร้างผนังไมโครสปอร์แบบพร้อมกัน
2. การสร้างผนังไมโครสปอร์ตามลำดับ (successive) พบการสร้างผนังแบบนี้ใน พืชดอก 40 วงศ์ ส่วนมากเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เช่นวงศ์ลิลี่ แต่ก็พบในพืชใบเลี้ยงคู่บางชนิดด้วย เนื่องจากพืชใบเลี้ยงเดี่ยวส่วนมากมีการแบ่งเซลล์ระยะไมโอซิสและการแบ่งไซโทพลาซึม ตามลำดับ หรืออาจเทียบการพัฒนานี้ได้กับการเปลี่ยนเหรียญจากเหรียญสลึงเป็นเหรียญ ห้าสิบสตางค์ เป็นเหรียญบาท แล้วเป็นเหรียญห้าบาท ดังนั้น จึงเป็นผลให้เกิดแผ่นกั้นเซลล์ แบบหนีศูนย์กลาง (centrifugal cell plate) ที่เซลล์กำเนิดไมโครสปอร์ (ดูภาพที่ 15)


ภาพที่ 15 การสร้างผนังไมโครสปอร์แบบตามลำดับ
หลังจากการแบ่งเซลล์ระยะไมโอซิส โดยทั่วไป ไมโครสปอร์ในแต่ละกลุ่มละสี่ (tetrad) จะแยกตัวออกจากกันเป็นอิสระ แต่ละส่วนเรียกว่าละอองเรณู (pollen grain) หรือกลุ่มละหนึ่ง (monad) ที่มีเซลล์เดียว นี่คือส่วนของเพศผู้ที่เราค่อนข้างคุ้นเคยในนามของเรณูนั่นเอง
ส่วนที่ 3
ยอดและก้านเกสรเพศเมียออวุลการเกิดเมกะสปอร์ถุงเอ็มบริโอ

10. ยอด (stigma) และก้านเกสรเพศเมีย (style)
ในส่วนที่ 3 นี้ เราจะดูส่วนของเพศเมียกันบ้าง
เกสรเพศเมีย (ดูภาพที่ 4) ประกอบด้วยส่วนใหญ่ๆดังนี้คือ 1) ยอดเกสรเพศเมีย 2) ก้านเกสรเพศเมีย และ 3) รังไข่ (ovary) แต่ละส่วนมีรูปร่างและหน้าที่แตกต่างกัน ดังนี้
ยอดเกสรเพศเมีย เป็นส่วนปลายของคาร์เพล (carpel) ที่มีพื้นผิวสำหรับรับเรณู และเป็นบริเวณที่เรณูงอก ผิวยอดเกสรเพศเมียส่วนมากเป็นเนื่อเยื่อมีต่อมที่สามารถขับสารละลายบางอย่างออกมาได้
ชนิดของยอดเกสรเพศเมีย แบ่งได้ดังนี้
1. ชนิดเปียก ยอดเกสรเพศเมียชนิดนี้มีต่อมคล้ายต่อมน้ำต้อย (nectary) ที่ขับสารประกอบฟีนอล (phenol) ออกมาเพื่อละลายน้ำตาลสำหรับการงอกของเรณู เช่น Raphanus sp.
2. ชนิดแห้ง ยอดเกสรเพศเมียชนิดนี้ไม่มีการขับสารออกมา แต่เรณูจะขับสารที่มีน้ำ เป็นองค์ประกอบออกมาแทน เช่นฝ้าย
เซลล์ชั้นผิวของยอดเกสรเพศเมียอาจยืดตัวออกได้หลายลักษณะ เช่นเป็นขนสั้นๆ (hair) หรือปุ่มเล็ก (papilla) หรือขนยาวที่แตกกิ่งก้าน ดังเช่นในหญ้า
ผิวของเซลล์ชั้นนอกสุดหรือบางครั้งเรียกว่า stigmatic papilla ปกคลุมด้วยผิวโปรตีนบางๆ (protein pellicle) ที่มีคุณสมบัติดูดซับน้ำได้ดี (ดูภาพที่ 25)

ภาพที่ 25 ตัดขวางเซลล์ชั้นผิวของยอดเกสรเพศเมีย
หน้าที่ของผิวโปรตีน บนเซลล์ชั้นนอกของยอดเกสรเพศเมีย คือ
1. จับและลดความชื้นของเรณูที่ตกลงมาติดอยู่ให้แห้ง
2. เป็นบริเวณที่จะตรวจสอบ และตอบสนองต่อการเข้ากันได้ (ดูหัวข้อที่ 16)
ยอดเกสรเพศเมียเชื่อมต่อกับพลาเซนตา (ดูภาพที่ 4) ที่ยึดออวุลไว้ โดยผ่านทางเนื้อเยื่อนำเรณู (pollen transmitting tissue) ที่พบได้ในก้านเกสรเพศเมียและผนังรังไข่

เนื้อเยื่อนำเรณู มีหน้าที่ดังนี้
1. เป็นเส้นทางสำหรับการเจริญเติบโตของหลอดเรณู โดยมีสารเคมีที่ขับออกมา เป็นตัวนำทางไปสู่ถุงเอ็มบริโอ (ดูหัวข้อที่ 13)
2. เป็นแหล่งอาหารสำหรับหลอดเรณูที่กำลังยืดตัว
ทั้งข้อ 1. และ 2. นี้ เกิดขึ้นเป็นพิเศษในก้านเกสรเพศเมียแบบกลวง
3. อาจจะมีบทบาทในการยืดตัวของปลายหลอดเรณูไปสู่จุดหมายปลายทางในรังไข่
ก้านเกสรเพศเมีย เป็นส่วนที่ยื่นขึ้นมาคล้ายท่อเหนือรังไข่ เป็นช่องทางสำหรับหลอดเรณู (ดูหัวข้อที่ 9) เจริญผ่าน ก้านเกสรเพศเมียของพืชดอกส่วนมากจะตัน เช่นฝ้าย แต่ในพืชบางชนิด เช่นพืชใบเลี้ยงคู่บางกลุ่ม และพืชใบเลี้ยงเดี่ยวจำนวนมาก มีก้านเกสรเพศเมียกลวง ดังเช่นลิลี่
ชนิดของก้านเกสรเพศเมีย แบ่งได้ดังนี้
1. ก้านเกสรเพศเมียตัน พบในพืชดอกส่วนมาก เช่นฝ้าย ในก้านเกสรแบบนี้ เนื้อเยื่อนำเรณูมีลักษณะคล้ายมัดท่อ (ดูภาพที่ 26)

ภาพที่ 26 ตัดขวางก้านเกสรเพศเมียชนิดตัน
โดยปกติ ช่องว่างระหว่างเซลล์ของเนื้อเยื่อนำเรณูมีสารพวกเพกทินหรือเอนไซม์ ที่ย่อยเพกทินบรรจุอยู่ โดยเอนไซม์นี้จะย่อยผนังเซลล์ที่บุเส้นทางผ่านของหลอดเรณูที่กำลังยืดตัว ดังนั้น หลอดเรณูจึงเจริญผ่านเข้าไปในช่องว่างเหล่านี้
2. ก้านเกสรเพศเมียกลวง พบในพืชใบเลี้ยงคู่บางกลุ่มและในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวจำนวนมาก เช่นลิลี่ ในก้านเกสรแบบนี้ เนื้อเยื่อนำเรณูมีต่อมบุที่ผิว และจะตอบสนองโดยการขับสารเคมีออกมา ในขณะที่หลอดเรณูเจริญเติบโตไปบนผิวนี้ (ดูภาพที่ 27)


ภาพที่ 27 ตัดขวางก้านเกสรเพศเมียชนิดกลวง
จะเห็นได้ว่าทั้งยอดและก้านเกสรเพศเมียมีการปรับแปลง ทั้งในแง่โครงสร้างและสรีรวิทยา เพื่อช่วยในการงอกของละอองเรณู และการเจริญเติบโตของหลอดเรณู
ในส่วนของรังไข่ซึ่งเป็นส่วนที่มีรายละเอียดค่อนข้างมาก เราจะยกไปไว้ในหัวข้อที่ 11 ต่อไป
ส่วนที่ 4
การถ่ายเรณูการปฏิสนธิการเข้ากันไม่ได้
14. การถ่ายเรณู (pollination)
เมื่อส่วนต่างๆของทั้งเพศผู้และเพศเมียในพืชชนิดเดียวกัน ไม่ว่าจะอยู่ในดอกเดียวกันหรือคนละดอกก็ตาม ได้พัฒนาพร้อมแล้ว ขั้นต่อไปก็คือการถ่ายเรณู
การถ่ายเรณู คือการที่เรณู (ดูหัวข้อที่ 5) ถ่ายเทออกจากอับเรณูที่เปิดออกของเกสรเพศผู้ไปยังยอดเกสรเพศเมียที่พร้อมจะรับเรณู ดังนั้น จึงไม่ใช่การถ่ายเรณูไปยังออวุลโดยตรง แต่เรณูต้องงอกผ่านยอดและก้านเกสรเพศเมียก่อน เหตุการณ์นี้ต้องเกิดก่อนการปฏิสนธิ (ดูหัวข้อที่ 15)
การถ่ายเรณูอาจจะเกิดภายในดอกเดียวกัน (ในกรณีนี้คือดอกสมบูรณ์) หรือคนละดอก แต่อยู่บนต้นเดียวกัน เรียกว่าการถ่ายเรณูในต้นเดียวกัน (self-pollination หรือ autogamy) หากเกิดการถ่ายเรณูระหว่างพืชคนละต้น ซึ่งแน่นอนว่าเกิดระหว่างดอกสองดอก เรียกว่าการถ่ายเรณูข้าม (cross-pollination)
จะพบว่าเกสรเพศผู้ผลิตเรณูจำนวนมากมายเหลือเฟือเมื่อเทียบกับจำนวนออวุลที่มีอยู่ในเกสรเพศเมีย ทั้งนี้เนื่องจากพืชหลายชนิดผลิตออวุลจำนวนค่อนข้างมาก ออวุลแต่ละชิ้นต้องการเรณูที่จะเข้าผสมของตัวเอง ดังนั้น จึงต้องการเรณูจำนวนมากตามไปด้วย นอกจากนี้ พื้นที่ ยอดเกสรเพศเมียที่เล็กมาก รวมกับกรณีที่เกสรเพศผู้อยู่แยกจากเกสรเพศเมียคนละดอก โอกาสในการถ่ายเรณูให้สำเร็จจึงค่อนข้างยาก พืชจึงต้องผลิตเรณูจำนวนมากจนเหลือเฟือ เพื่อเพิ่มโอกาสในเรื่องนี้นั้นเอง
ถึงแม้เรณูจะมีชีวิต แต่ก็ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยตัวเอง ดังนั้น จึงต้องอาศัยพาหะ ชนิดต่างๆในการเคลื่อนย้ายไปสู่จุดหมายปลายทาง
พาหะในการถ่ายเทเรณู มีทั้งสิ่งไม่มีชีวิตและสิ่งมีชีวิต ดังนี้
1. พาหะไม่มีชีวิต เช่น ลม น้ำ และแรงโน้มถ่วงของโลก พืชที่อาศัยลมในการถ่ายเทเรณูเรียกว่า anemophily เช่นหญ้า และสนเขา การถ่ายเทเรณูวิธีนี้มีประสิทธิภาพต่ำมาก เพราะมี อัตราส่วนเรณู: ออวุล = 20,000: 1 หมายความว่าต้องสูญเสียเรณูถึง 19,999 ชิ้นไปโดยเปล่าประโยชน์ นับว่าเป็นจำนวนที่สูงมาก ในขณะที่การถ่ายเทเรณูโดยแมลงมีสัดส่วนดังกล่าวเพียง 5,000: 1 หรือใช้เรณูเพียง 1/4 ของวิธีถ่ายเทเรณูโดยลม
ขอยกตัวอย่างดอกไม้ที่อาศัยลมในการถ่ายเรณู ซึ่งพบได้ทั่วไป มาเป็นตัวอย่างพอสังเขป
ดอกไม้ที่อาศัยลมในการถ่ายเรณู มีลักษณะโดยทั่วไปดังนี้
1) กลีบดอกมีสีทึม
2) กลีบดอกมีขนาดเล็กหรือหดหายไป
3) ไม่มีทั้งกลิ่นและน้ำต้อย (nectar) นั่นหมายถึงว่า ไม่มีรางวัลให้สัตว์ที่มาช่วยถ่ายเทเรณู
4) มักจะมีเพศเดียว คือเกสรเพศผู้ หรือคาร์เพลเพียงอย่างเดียวในแต่ละดอก
ดอกเพศผู้ ของดอกไม้ที่อาศัยลมมีลักษณะดังนี้
(1) ช่อดอกห้อยยาวลงมา เช่นช่อดอกแบบหางกระรอก (catkin) เพื่อให้ลม พัดผ่านได้ง่าย
(2) มีเรณูมากมายเหลือเฟือ
(3) เรณูมีขนาดเล็ก กลม และไม่เหนียว
ดอกเพศเมีย ของดอกไม้ที่อาศัยลมมีลักษณะดังนี้
(1) ยอดเกสรเพศเมียขยายใหญ่ มีขนคล้ายขนนกเพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวในการรับเรณู
(2) มักจะมีออวุลหนึ่งใบต่อหนึ่งรังไข่ แต่ไม่จริงเสมอไป
(3) มีดอกย่อยหลายดอกบนก้านดอกเดียวกัน
5) พืชที่อาศัยลมในการถ่ายเทเรณูมีวิวัฒนาการมาจากพืชที่อาศัยแมลงในการถ่ายเทเรณูสมัยดึกดำบรรพ์ เดิมเคยคิดกันว่าพืชที่อาศัยลมนี้เป็นพืชที่ไม่ค่อยมีวิวัฒนาการ แต่ปัจจุบันนี้ มีสมมุติฐานใหม่ที่เห็นว่าความเชื่อเดิมไม่ถูกต้อง เนื่องจากกายวิภาคศาสตร์ของเนื้อไม้พืชเหล่านี้ มีลักษณะพิเศษ
6) พบมากในพืชวงศ์หญ้า และพืชเขตอบอุ่น เช่นเมเปิล โอ๊ก และเอล์ม เนื่องจากในเขต อบอุ่นมีจำนวนชนิดพืชต่อหน่วยพื้นที่น้อย และใบพืชร่วงหล่นในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ จึงทำให้พืชแต่ละต้นอยู่ใกล้กันมาก ในขณะที่ไม่ค่อยพบในพืชเขตร้อน เนื่องจากในเขตร้อนมีจำนวนชนิดพืช ต่อหน่วยพื้นที่มาก ใบพืชเขียวสดหนาแน่นตลอดปีทำให้กีดขวางการพัดผ่านของลม ดังนั้น จึงลดโอกาสการถ่ายเรณูด้วยลมลงไปด้วย
2. พาหะมีชีวิต เช่น แมลง เรียกพืชในกลุ่มนี้ว่า entomophily ค้างคาว (cheirophily) นก (ornithophily) และสัตว์อีกหลายชนิดรวมทั้งมนุษย์ อาจกล่าวได้ว่า การถ่ายเทเรณูด้วยพาหะที่มีชีวิตนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ เนื่องจากสัตว์ เช่นผึ้ง ไม่ได้ตั้งใจที่จะพาเรณู จากพืชต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่ง เพียงแต่ต้องการมาหาอาหารเท่านั้น การที่เรณูติดไปกับผึ้งจึงเป็น เหตุบังเอิญ
ดอกไม้ที่อาศัยสัตว์ในการถ่ายเรณู มีลักษณะโดยทั่วไปดังนี้
1) มีสีสรรที่ดึงดูดความสนใจของสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลีบดอก ดอกไม้ที่มีสีสดใสจะดึงดูดความสนใจของแมลงหรือสัตว์พาหะอื่นๆได้มาก เนื่องจากเห็นได้ชัดเจนแต่ไกล เหมือนกับมีการโฆษณาดี จึงทำให้ดอกไม้นั้นมีโอกาสถ่ายเรณูได้มากกว่า
2) ดอกไม้ให้รางวัลสัตว์ที่มาช่วยถ่ายเรณู เช่นมีเรณูที่อุดมด้วยโปรตีน ไขมัน และแป้ง หรือมีน้ำต้อย (nectar) ที่ขับออกมาจากต่อมน้ำต้อย (nectary) น้ำต้อยนี้อาจมีน้ำตาลถึงร้อยละ 50 สำหรับให้สัตว์ที่มาช่วยถ่ายเทเรณูกินเป็นอาหาร
3) ส่วนมากมีกลิ่น อาจจะกลิ่นหอมหรือเหม็นตามความชอบของสัตว์ที่มาช่วยถ่ายเรณู ดอกไม้ที่บานกลางคืนส่วนมากมักจะมีกลิ่นหอมหวาน เพื่อดึงดูดและนำทางสัตว์พาหะจากที่ไกลๆเข้าหา เนื่องจากสัตว์มองไม่เห็นสีดอกไม้ ไม่ว่าจะสดใสเพียงใด เชื่อกันว่า กลิ่นเฉพาะตัวของดอกไม้จะช่วยดึงดูดแมลงเข้าหา ดังนั้น กลิ่นจึงช่วยให้ดอกไม้มีโอกาสถ่ายเรณูมากขึ้น
4) โครงสร้างของดอกไม้มีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้เหมาะสมกับวิธีการกินอาหารของสัตว์ ที่มาช่วยถ่ายเรณู เช่นน้ำต้อยที่เป็นของเหลว หรือเรณูที่เป็นของแข็ง เรณูของดอกไม้ที่อาศัยแมลงมักจะมีผิวเหนียวหรือมีขน เพื่อให้ติดไปกับแมลงได้ง่าย การปรับเปลี่ยนทั้งรูปร่างและขนาดนี้ เป็นวิวัฒนาการร่วมกันของทั้งพืชดอกและสัตว์ที่มาถ่ายเรณูให้ วิวัฒนาการร่วมนี้เริ่มมาตั้งแต่ระยะต้นของยุค Cretaceous โดยปรับเปลี่ยนจากลักษณะทั่วๆไป มาเป็นลักษณะที่เฉพาะเจาะจงมากระหว่างดอกไม้กับสัตว์ที่มาช่วยถ่ายเรณู
โปรดสังเกตว่า พืชดอกไม่ต้องอาศัยน้ำเพื่อให้สเปิร์มเข้าหาไข่ดังเช่นในพืชชั้นต่ำ แต่ใช้การถ่ายเรณูผ่านพาหะชนิดต่างๆข้างต้นร่วมกับการเกิดหลอดเรณูแทน
การปรับเปลี่ยนรูปร่างลักษณะของดอกไม้ให้สอดคล้องกับพาหะมีชีวิตบางชนิด มีตัวอย่างดังนี้
1. ผึ้ง เช่นดอกลิลี่ และแมกโนเลีย ผึ้งมีความสำคัญที่สุดในบรรดาสัตว์ที่ช่วยถ่ายเรณู ในโลกนี้มีผึ้งอยู่ประมาณ 20,000 ชนิด ผึ้งเต็มวัยส่วนใหญ่ ทั้งเพศผู้และเพศเมีย ดูดหาอาหารที่เป็นน้ำต้อยจากดอกไม้ ดังนั้น โดยทั่วไปผึ้งจึงมีปากดูด ไม่ใช่ปากเคี้ยว นอกจากนี้ ผึ้งยังรวบรวมเรณูเพื่อนำไปเลี้ยงตัวอ่อน ดอกไม้กลุ่มนี้บานกลางวัน มีกลีบดอกสีน้ำเงินหรือเหลือง และมี เครื่องหมายนำทางไปยังน้ำต้อยซึ่งคล้ายกับแผนที่เส้นทางปรากฏในช่วงคลื่นแสงเหนือม่วง ดอกไม้ในกลุ่มนี้จะไม่มีสีแดงบริสุทธิ์ เนื่องจากผึ้งมองไม่เห็นสีแดง แต่จะมีกลิ่นสดชื่น หอมหวาน เพราะผึ้งมีสัมผัสทางกลิ่นดี นอกจากนี้ โครงสร้างของดอกบางชนิดมีการปรับเปลี่ยนให้มีลานจอดสำหรับผึ้งด้วย เช่นดอกลิ้นมังกร
2. ผีเสื้อ ลักษณะดอกไม้กลุ่มนี้คล้ายกับกลุ่มที่อาศัยผึ้ง นั่นคือ บานกลางวัน กลีบดอก มีสีสดใสเพื่อเชิญชวน เช่นแดงหรือเหลือง เนื่องจากผีเสื้อบางชนิดสามารถรับรู้สีแดงได้ นอกจากนี้ยังมีกลิ่นหอมหวาน ดอกไม้กลุ่มนี้มีวิวัฒนาการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง โดยมีหลอดกลีบดอก (corolla tube) ยาว สำหรับลิ้นผีเสื้อที่ยาวมาก ทั่วๆไปจะมีร่องนำลิ้น (ดูภาพที่ 35) อยู่ด้วย

ภาพที่ 35 ร่องนำลิ้นในดอกไม้บางชนิด
3. ผีเสื้อกลางคืน เช่นดอกยาสูบ กล้วยไม้บางชนิด และพวกเข็มกุดั่น ดอกไม้ในกลุ่มนี้บานกลางคืน มักมีกลิ่นหอมหวานรุนแรงรบกวนประสาทในเวลาหลังพระอาทิตย์ตกเพื่อช่วยดึงดูดแมลงที่อยู่ห่างไกลเข้าหา เนื่องจากผีเสื้อกลางคืนมีระบบสายตาไม่ดี ดอกไม้ในกลุ่มนี้จึงมักจะมีสีขาวหรือสีจางเพื่อให้เห็นได้ง่ายขึ้นในที่มีแสงน้อย นอกจากนี้ มักมีหลอดกลีบดอกยาวและมีร่องนำลิ้น แต่ไม่มีลานจอดเหมือนในดอกไม้ที่อาศัยผึ้ง
พวกเข็มกุดั่นนี้มีความสัมพันธ์เป็นการเฉพาะกับผีเสื้อกลางคืน ซึ่งต่างจากผึ้งหรือผีเสื้อที่กล่าวถึงข้างต้น ผีเสื้อกลางคืนเข็มกุดั่นจะวางไข่ในรังไข่ที่ฐานของดอกเข็มกุดั่น แล้วถ่ายเรณูในดอกนั้น ดังนั้น ผีเสื้อกลางคืนอาศัยเข็มกุดั่นในด้านอาหารและการสืบพันธุ์ ส่วนเข็มกุดั่นอาศัยผีเสื้อกลางคืนในด้านการถ่ายเรณู
4. ด้วง เช่นดอกลิลี่ ป๊อปปี้แคลิฟอร์เนีย และแมกโนเลีย เนื่องจากด้วงมีพัฒนาการ ทางด้านสายตาน้อยมาก ดอกไม้เหล่านี้จึงมีสีขาวหรือสีทึม ดังนั้น สิ่งดึงดูดหลักก็คือกลิ่นที่ ค่อนข้างแรง อาจจะเป็นกลิ่นผลไม้ กลิ่นเครื่องเทศ หรือกลิ่นเน่าเหม็นของการหมักดอง ดอกไม้เหล่านี้บานกลางวันและไม่มีกลิ่นหอมหวานเลย ด้วงจะเข้ากินเรณู น้ำต้อย และเคี้ยวกินบางส่วนของดอก ดังนั้น ออวุลจึงฝังตัวอยู่ลึกในฐานดอก (คาร์เพลปิด) เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหาย
5. นก เช่นดอกพวกกระบองเพชร กล้วยไม้ ยูคาลิปตัส ชบา และคริสต์มาศ นกฮัมมิงเบิร์ด (humming bird) มีบทบาทสำคัญที่สุด ดอกไม้กลุ่มนี้บานกลางวัน มีขนาดใหญ่ มีหลอดกลีบดอกกว้างและค่อนข้างลึกสัมพันธ์กับจะงอยปากและลิ้นที่ยาวมากของนกฮัมมิงเบิร์ด ดอกไม้เหล่านี้มีสีแดงหรือเหลืองสดใส เนื่องจากนกมีประสาทสัมผัสเกี่ยวกับสีเหมือนมนุษย์ แต่ดอกไม้กลุ่มนี้ไม่มีกลิ่น เพราะประสาทดมกลิ่นของนกมีพัฒนาการน้อยมาก นอกจากนี้ยังผลิตน้ำต้อยจำนวนมากเก็บซ่อนไว้ในหลอดกลีบดอกเพื่อเป็นรางวัลให้นก จะเห็นว่าลักษณะข้างต้นนี้เป็นลักษณะเพื่อดึงดูดนกโดยเฉพาะ ไม่ใช่แมลง
6. ค้างคาว เช่นดอกทุเรียน ดอกไม้เขตร้อนหลายชนิด และพวกกระบองเพชร ค้างคาวเป็นสัตว์หากินกลางคืนเช่นเดียวกับผีเสื้อกลางคืน ดังนั้น ดอกไม้ในกลุ่มนี้จึงบานตอนกลางคืน ดอกมีสีขาวหรือสีหม่น มีกลิ่นหมักดองหรือกลิ่นผลไม้อย่างแรง ดอกมีขนาดใหญ่และแข็งแรงเพื่อรับน้ำหนักของค้างคาวที่มากินเรณู ค้างคาวบางชนิดได้รับสารอาหารส่วนที่เป็นโปรตีนส่วนใหญ่มาจากเรณู จึงเป็นผลให้ทั้งค้างคาวและดอกไม้มีวิวัฒนาการร่วมกัน นั่นคือ เรณูของดอกไม้ที่อาศัยค้างคาวในการถ่ายเรณูมีส่วนประกอบที่เป็นโปรตีนในระดับสูงกว่าของดอกไม้ที่อาศัยแมลง
ส่วนที่ 6
ผล
เมล็ด

19. ผล (fruit)
ในหัวข้อนี้ เราจะมาดูส่วนของพืชที่เราคุ้นเคยกันดี แต่ก็รู้จักค่อนข้างผิวเผิน ส่วนนี้ก็คือ ผลนั่นเอง
แนวคิดเดิม
ผล ในพืชดอก คือรังไข่ (ovary) ที่เจริญเติบโตเต็มที่และมีเมล็ดอยู่ภายใน ในขณะที่ เมล็ดคือออวุล (ovule) ที่เจริญเติบโตเต็มที่
จัดหมวดหมู่ผล ตามสัณฐานวิทยาที่มีความสัมพันธ์กับประเภทของดอกและการจัดเรียงตัวของคาร์เพล ได้ดังนี้
1. ผลเดี่ยว (simple fruit) มาจากคาร์เพลเดี่ยวหรือรังไข่เดี่ยวในวงเกสรเพศเมียเดียว เช่นถั่ว มะเขือเทศ และพลัม ผลในกลุ่มนี้มีหลากหลายมากที่สุด
2. ผลกลุ่ม (aggregate fruit) ประกอบด้วยผลเดี่ยวมาจากหลายคาร์เพลที่แยกกันอย่างอิสระ แต่อยู่ในวงเกสรเพศเมียเดียวกัน เช่นน้อยหน่า บัวหลวง และสตรอว์เบอร์รี่ อาจเรียกแต่ละหน่วยย่อยหรือจุดเล็กๆที่ผิวสตรอว์เบอร์รี่ว่าผลย่อย
3. ผลรวม (multiple หรือ composite fruit) มาจากช่อดอกเดียวกัน แต่รังไข่จำนวนมากมาจากแต่ละดอกที่อยู่แยกกัน เนื่องจากมีวงเกสรเพศเมียหลายวงที่ซ้อนทับกัน รังไข่เหล่านี้จึงหลอมรวมกันเมื่อแก่ เช่นสับปะรด ขนุน หม่อน และมะเดื่อ
4. ผลวิสามัญ (accessory fruit) เป็นผลที่เกิดจากเนื้อเยื่อคาร์เพลพิเศษ (extracarpellary tissue) ดังนี้คือ
4.1 เกิดจากหลอดดอก (floral tube) หรือฐานดอกรูปถ้วย (hypanthium) ตัวอย่างคือ แตงกวา และแอปเปิล อาจเรียกผลประเภทนี้ว่าผลวิสามัญเดี่ยว (simple accessory fruit)
4.2 เกิดจากฐานดอก (receptacle) ตัวอย่างคือสตรอว์เบอร์รี่ อาจเรียกผลประเภทนี้ว่า ผลวิสามัญกลุ่ม (aggregate accessory fruit)
4.3 เกิดจากวงกลีบเลี้ยง (calyx)
4.4 เกิดจากใบประดับ (bract)
แนวคิดใหม่
ผล คือผนังของผลรวมกับเมล็ดหนึ่งเมล็ดหรือมากกว่า โดยพัฒนามาจากวงเกสรเพศเมียและส่วนไหนก็ได้ของเนื้อเยื่อคาร์เพลพิเศษซึ่งอาจจะรวมกับวงเกสรเพศเมียในผลที่เจริญเติบโตเต็มที่ แต่ผลบางชนิดก็พัฒนาขึ้นได้โดยไม่มีเมล็ดที่เรียกว่าผลลม (parthenocarpic fruit)
ผนังผล (pericarp) คือผนังรังไข่ที่เจริญเติบโตเต็มที่ ซึ่งรวมผนังกั้นและพลาเซนตา (ดูภาพที่ 4) เข้าด้วย เช่น ในมะเขือเทศ ผนังผลมักหนาขึ้นและเปลี่ยนสภาพจนสามารถแบ่งออกได้เป็นชั้นๆคือ 1) ผนังผลชั้นนอก (exocarp หรือ epicarp) 2) ผนังผลชั้นกลาง (mesocarp) และ 3) ผนังผลชั้นใน (endocarp) หรืออาจจะเห็นเพียงสองชั้นก็ได้คือ 1) ผนังผลชั้นนอก และ 2) ผนังผลชั้นใน จะเห็นผนังผลในผลสด (fleshy fruit) ได้ชัดเจนกว่าในผลแห้ง (dry fruit)
เปลือกผล (fruit wall) คือส่วนของผลที่อาจมาจากผนังผลเท่านั้น หรือผนังผลรวมกับเนื้อเยื่อคาร์เพลพิเศษก็ได้
เปลือกผลไม้ประกอบด้วยเนื้อเยื่อพาเรงคิมา (parenchyma) ซึ่งจะกลายเป็นเปลือกนิ่ม และ/หรือเนื้อเยื่อสเกลอเรงคิมา (sclerenchyma) ซึ่งจะกลายเป็นเปลือกแข็ง ทั้งสองกรณีจะมีเนื้อเยื่อท่อน้ำท่ออาหารจำนวนหนึ่งอยู่ด้วยเสมอ
การจัดหมวดหมู่ผลไม้ โดยดูจากวิทยาเนื้อเยื่อ (histology) ของเปลือกผลไม้ ในความเป็นจริงมีความแปรปรวนมากในแง่จำนวน การจัดตัว ระดับการรวมตัว และโครงสร้างของ คาร์เพลที่รวมตัวกันเป็นวงเกสรเพศเมีย โดยสิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาในรูปของความแปรปรวนของขนาด รูปร่าง พื้นผิว และกายวิภาคศาสตร์ (anatomy) ของผลไม้
ในหนังสือนี้ จัดหมวดหมู่ผลไม้ตามเปลือกและการแตกของผล ได้ดังนี้
1. ผลแห้ง (dry fruit) ความชื้นในผลลดลงมากเมื่อเจริญเต็มวัย เหลือเพียงประมาณร้อยละ 10-15 ดังนั้น ผลจึงมีความแข็ง เนื่องจากมีเนื้อเยื่อสเกลอเรงคิมาที่เสริมลิกนินให้กับเปลือกจำนวนมาก แบ่งย่อยได้ดังนี้
1.1 ผลไม่แตก (indehiscent fruit) เปลือกผลยังคงปิดอยู่เมื่อเจริญเต็มวัย ดังนั้น ผลและเมล็ดจึงแพร่กระจายไปในลักษณะเป็นหน่วยเดียวกัน เช่นมะพร้าว ผลประเภทนี้มีเพียงหนึ่งหรือสองเมล็ดเท่านั้น
1.2 ผลแตก (dehiscent fruit) เปลือกผลแตกออกเมื่อเจริญเต็มวัย เพื่อช่วยในการแพร่กระจายเมล็ดพันธุ์ที่มีจำนวนมาก ดังนั้น เมล็ดจึงเป็นส่วนเดียวที่แพร่กระจายออกไป เช่นงา
2. ผลสด (fleshy fruit) ความชื้นในผลยังสูงมากเมื่อเจริญเต็มวัย โดยยังมีความชื้นสูงถึงประมาณร้อยละ 80-90 ดังนั้น ผลจึงมีความนิ่ม เนื่องจากมีเนื้อเยื่อพาเรงคิมาที่มีผนังบางจำนวนมาก แบ่งย่อยได้ดังนี้
2.1 ผลมีเปลือกหนา (rind) และเหนียว เช่นส้ม
2.2 ผลมีเปลือกบาง เช่นมะเขือเทศ และองุ่น
ในมุมมองทางวิวัฒนาการเห็นว่า ผลสดมีความก้าวหน้ามากที่สุด ผลประเภทนี้จะไม่แตก ส่วนผลแห้งที่ไม่แตกมีวิวัฒนาการปานกลาง และผลที่แตกเป็นลักษณะดึกดำบรรพ์ พวกนี้เป็น ผลแห้งเช่นกัน
ระบบการจัดหมวดหมู่ผลไม้ ที่ใช้กันทั่วไป ส่วนใหญ่คือผลเดี่ยว เป็นดังนี้
1. ผลแห้ง แบ่งได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ ดังนี้
1.1 ผลแห้ง-ไม่แตก มีลักษณะทั่วไปดังนี้คือ
1) มาจากรังไข่หนึ่งชุดที่อาจเป็นรังไข่ธรรมดาหรือรังไข่เชิงประกอบ และรังไข่อาจอยู่ สูงกว่าหรือต่ำกว่าส่วนอื่นๆของดอกก็ได้ ปกติจะมีเพียงเมล็ดเดียวที่พัฒนาจนเสร็จ เรียบร้อย ดังนั้น จึงเป็นผลที่มีเพียงเมล็ดเดียว
2) ผนังผล (pericarp) มีโครงสร้างเป็นเหมือนกับเปลือกเมล็ด (seed coat) และมักจะแข็ง เนื่องจากมีเนื้อเยื่อสเกลอเรงคิมามาก
3) เปลือกเมล็ดมักจะหายไปเกือบหมด หรือหลอมรวมกับผนังผล ตัวอย่างผลที่มีลักษณะเช่นนี้คือผลธัญพืช (caryopsis) หรือผลแห้งเมล็ดล่อนปลายมีขน (cypsela)
ผลแห้ง-ไม่แตก แบ่งเป็นชนิดต่างๆ ได้ดังนี้
1.1.1 ผลแห้งเมล็ดล่อน (achene) มาจากรังไข่เดี่ยว ธรรมดา ที่อยู่สูงกว่าส่วนอื่นๆ ของดอก มีเพียงหนึ่งเมล็ดต่อผล มีผนังผลบางจนเป็นเหมือนกับเปลือกเมล็ด เมล็ดอยู่อย่างอิสระในช่องว่างภายในผนังผล ยกเว้นที่จุดเชื่อมต่อของก้านออวุลกับเปลือก เช่นทานตะวัน สตรอว์เบอร์รี่ และ buttercup ผลแห้งเมล็ดล่อนนี้มักพัฒนารวมกันเป็นกลุ่ม
ผลแห้ง-ไม่แตกต่อไปนี้ทั้งหมด (1.1.2-1.1.6) เป็นผลแห้งเมล็ดล่อน (achene) ที่มีการปรับแปลงรูปร่างหรือมีลักษณะพิเศษ
1.1.2 ผลแห้งเมล็ดล่อนปลายมีขน (cypsela) เป็นผลแห้งเมล็ดล่อน (achene) ของพืชวงศ์ Asteraceae เกิดจากรังไข่เชิงประกอบแบบอยู่ต่ำกว่าส่วนอื่นๆของดอก มีสอง คาร์เพล (bicarpellate) หนึ่งช่อง (uniloculate) และมีออวุลเพียงหนึ่งใบ (ดูภาพที่ 50) เช่น dandelion ที่เป็นวัชพืชในเขตอบอุ่น มีดอกสีเหลือง เมื่อผลแห้ง จะปลิวกระจายไปตามลม

ภาพที่ 50 ผลแห้งเมล็ดล่อนปลายมีขน (cypsela)
1.1.3 ผลปีกเดียว (samara) เป็นผลแห้งเมล็ดล่อน (achene) ที่มีปีก เกิดจากรังไข่แบบธรรมดาและอยู่สูงกว่าส่วนอื่นๆของดอก มีหนึ่งถึงสองเมล็ดต่อผล เช่นเอล์ม และแอช ปีกที่ผลเป็นส่วนที่เจริญออกมาของผนังผล (pericarp)
โปรดสังเกตว่า ไม่ได้จัดเมล็ดสนเขาอยู่ในชนิดผลปีกเดียวนี้ ถึงแม้ว่าจะมีโครงสร้างที่คล้ายปีก ทั้งนี้ เนื่องจากปีกของเมล็ดสนเขาไม่ได้เจริญมาจากผนังผลดังเช่นในผล ปีกเดียว นอกจากนี้ สนเขาเป็นพืชเมล็ดเปลือย ในขณะที่ผลปีกเดียวอยู่ในชั้นพืชดอก
1.1.4 ผลเปลือกแข็งเมล็ดเดียว (nut) เป็นผลแห้งเมล็ดล่อน (achene) เกิดจากรังไข่ เชิงประกอบ มีหลายคาร์เพล เป็นคาร์เพลเชื่อม (syncarpous) เป็นผลที่มีเมล็ดเดียว ผนังผลหนามากและแข็งมาก เนื่องจากมีสเกลอเรงคิมาที่มีผนังหนาอย่างมากมาย เช่นมะม่วงหิมพานต์ กระจับ เกาลัดจีน และโอ๊ก เราเรียกผลแบบนี้ของโอ๊กในชื่อเฉพาะว่า ผลเปลือกแข็งมีกาบรูปถ้วย (acorn; ดูภาพที่ 51)

ภาพที่ 51 ผลเปลือกแข็งมีกาบรูปถ้วย (acorn)
1.1.5 ผลแยกแล้วแตก (schizocarp) เกิดจากรังไข่เชิงประกอบที่แยกตัวเมื่อเจริญ เต็มวัย กลายเป็นส่วนย่อยๆที่แต่ละส่วนมีเพียงหนึ่งเมล็ด แต่ละส่วนเรียกว่าซีกผลแบบผักชี (mericarp; ดูภาพที่ 52) เช่นเมเปิ้ล ผลพืชในวงศ์ Apiaceae (Umbelliferae เดิม; เช่นพวกแคร์รอท หรือพาร์สลี่) ในผลชนิดแยกแล้วแตกนี้ ผนังผลไม่ได้แตกออกแล้วปล่อยเมล็ดออกมาในลักษณะเป็นอิสระเดี่ยวๆ

ภาพที่ 52 ผลแยกแล้วแตก (schizocarp)
1.1.6 ผลธัญพืช (caryopsis หรือ kernel) เป็นผลของพืชในวงศ์ Poaceae เป็นผลแห้งเมล็ดล่อน (achene) ประเภทที่มีลักษณะพิเศษมากที่สุด เกิดจากรังไข่เชิงประกอบแบบ ที่อยู่สูงกว่าส่วนอื่นๆของดอก มีสามคาร์เพล (tricarpellate) มีหนึ่งช่อง ออวุลอยู่ที่ฐาน ในการเรียงพลาเซนตา เปลือกเมล็ดหลอมรวมติดกับผนังผล (ดูภาพที่ 53) มีเพียงหนึ่งเมล็ดต่อผล เช่นข้าว ข้าวโพด ข้าวฟ่าง และข้าวสาลี

ภาพที่ 53 ตัดตามยาว บางส่วนของผนังผลธัญพืช (caryopsis)
ความแปรปรวนของผลธัญพืช (caryopsis) มีดังนี้
1) ข้าวโพดไม่มีเปลือกเมล็ด (seed coat) เนื่องจากผนังออวุลทั้งสองชั้นสูญสลายไป
2) ผนังผล (pericarp) ในข้าวโพดยุบตัวลงมาก ส่วนในข้าวฟ่างมีน้อยกว่าธัญพืชอื่นๆ
3) ผิวเคลือบคิวทินในข้าวโพดพัฒนาขึ้นมาระหว่างเนื้อเยื่อชั้นผิวนิวเซลลัส (nucellar epidermis) ที่มีผนังหนากับผนังผล
ช่องว่างในผิวเคลือบคิวทินของเมล็ดธัญพืช มีไว้สำหรับดูดน้ำในระหว่างการงอก ดังตัวอย่างเช่น
1) มีอยู่ตามร่องที่มีทั่วไปในข้าวสาลี (ดูภาพที่ 54)

54 ผลธัญพืช (caryopsis) ของข้าวสาลี
2) มีอยู่ที่ฐานของเปลือกหุ้มเมล็ดในมิลเล็ทชนิดหนึ่ง (Echinochloa sp.; ดูภาพที่ 55) และข้าวโพด

ภาพที่ 55 ตัดตามยาวส่วนฐานของผลมิลเล็ท (Echinochloa sp.)
1.2 ผลแห้ง-แตก มีลักษณะทั่วไปดังนี้
1) รังไข่อาจมาจากหนึ่งหรือหลายคาร์เพล แต่ผลมีหลายเมล็ด ในขณะที่ผลแห้ง-ไม่แตก มีเพียงหนึ่งเมล็ด
2) ลักษณะการแตกมีความแปรปรวนเป็นอย่างมาก ส่วนที่ทำให้เปลือกผลแตกเรียกว่าลิ้น (valve)
ตัวอย่างการแตกของผลที่มาจากคาร์เพลเดียว รอยแตกอาจเกิดในแนวยาว เนื่องจาก 1) รอยต่อที่เกิดจากการเชื่อมต่อของขอบคาร์เพล 2) ด้านหลังของคาร์เพล และ 3) ทั้งรอยเชื่อมและด้านหลังด้วยกัน
ผลแห้ง-แตกแบ่งเป็นกลุ่มตามจำนวนคาร์เพล ได้ดังนี้
1.2.1 มีหนึ่งคาร์เพล ผลในกลุ่มนี้แบ่งย่อยออกเป็น

ภาพที่ 56 ตัดขวางผลแห้ง-แตกที่มีหนึ่งคาร์เพล
1.2.1.1 ผลแตกแนวเดียว (follicle) เกิดจากดอกที่มีคาร์เพลเดียว รังไข่ธรรมดา ผลชนิดนี้แตกตามรอยต่อที่ด้านเดียวเท่านั้น เป็นลักษณะดึกดำบรรพ์มากที่สุดในแง่วิวัฒนาการ ทั้งนี้ เนื่องจากคาร์เพลมีลักษณะดึกดำบรรพ์นั่นเอง เช่นแมกโนเลีย และมิลค์วีด
1.2.1.2 ฝักแบบถั่ว (legume หรือ pod) เกิดจากรังไข่ธรรมดาคล้ายผลแตกแนวเดียว แต่ผลชนิดนี้แตกทั้งสองด้านตามรอยต่อหรือด้านหลังของคาร์เพล เช่นผลของพืชในวงศ์ Fabaceae (ถั่ว)

1.2.2 มีสองคาร์เพล หรือมากกว่า ผลในกลุ่มนี้แบ่งย่อยออกเป็น

ภาพที่ 57 ตัดขวางผลแห้ง-แตกที่มีสามคาร์เพล การเรียงพลาเซนตาตามแนวตะเข็บ
1.2.2.1 ผลแห้งแตก (capsule) เกิดจากรังไข่เชิงประกอบ มีหลายช่องและหลายเมล็ด ลักษณะการแตกของผลชนิดนี้มีหลายแบบ แต่มักจะแตกจากบนสุดลงมา และส่วนที่แตกยังคงติดอยู่ เช่นฝ้าย กระเจี๊ยบ ฝิ่น และแฟลกซ์
1.2.2.2 ผลแตกแบบผักกาด (silique) เป็นผลของพืชในวงศ์ Brassicaceae ที่เกิดจากสองคาร์เพลเชื่อมกัน จึงเป็นประเภทพิเศษ (ดูภาพที่ 58) ผลชนิดนี้ยาวเรียว มีหลายเมล็ด ผลแตกตามรอยเชื่อมจากด้านล่างขึ้นบน เช่นผักกาด กะหล่ำ และ shepherd's purse


ภาพที่ 58 ตัดขวางผลแตกแบบผักกาด (silique)
2. ผลสด มีลักษณะดังนี้
1) ลักษณะคล้ายกับผลแห้ง นั่นคือ อาจมาจากคาร์เพลเดียวแบบธรรมดา หรือ หลายคาร์เพลแบบเชิงประกอบ โดยที่รังไข่อาจอยู่สูงกว่าหรือต่ำกว่าส่วนอื่นๆของดอกก็ได้
2) อาจมีเพียงเมล็ดเดียว เช่นผลเมล็ดเดียวแข็ง (drupe) หรือมีหลายเมล็ด เช่นผลแบบแตง (pepo) ผลมีเนื้อหลายเมล็ด (berry) ผลแบบส้ม (hesperidium) และผลแบบแอปเปิล (pome)
3) เปลือกผลอาจมี
3.1) ผนังผล (pericarp) เพียงอย่างเดียว เช่นผลแบบส้ม (hesperidium) ผลมีเนื้อ หลายเมล็ด (berry) และผลเมล็ดเดียวแข็ง (drupe)
3.2) ผนังผลหลอมรวมกับเนื้อเยื่อคาร์เพลพิเศษ ซึ่งทั้งสองชั้นนี้อาจจะแยกแยะออกจากกันได้ เช่นผลแบบแอปเปิล (pome) หรืออาจจะแยกแยะจากกันไม่ได้ เช่นผลแบบแตง (pepo)
4) การที่ผลกลุ่มนี้มีเนื้อ เนื่องจากมีเนื้อเยื่อพาเรงคิมาที่มีผนังบางอย่างมากมาย จึงทำให้ผลนิ่มและอวบน้ำ
5) ผลในกลุ่มนี้มีวิวัฒนาการก้าวหน้ามากที่สุด โดยพัฒนาการในช่วงแรก มีส่วนที่เป็นเนื้อเฉพาะชั้นในของผนังผล แล้วเจริญชอนไชออกมาห่อหุ้มเมล็ดที่อยู่ในช่องว่างของผล ต่อมา ผนังผลทั้งหมดกลายเป็นเนื้อเยื่อสะสมอาหาร และดึงดูดสัตว์เข้ามาหาเพื่อประโยชน์ในการแพร่กระจายพันธุ์
ผลสด แบ่งได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ ดังนี้
2.1 ผลสด-เปลือกหนา เปลือกหนาทำหน้าที่ห่อหุ้มเนื้อเยื่อสดไว้ภายในผล ผลกลุ่มนี้แบ่งย่อยออกเป็น
2.1.1 ผลแบบแตง (pepo) บางคนอาจเรียกผลชนิดนี้ว่า ผลมีเนื้อหลายเมล็ดที่ปรับแปลง (modified berry) ผลแบบแตงเป็นผลวิสามัญของพืชในวงศ์ Cucurbitaceae เช่นแตงกวา และแตงโม ผลแบบนี้มาจากเกสรเพศเมียเดี่ยวและรังไข่อยู่ต่ำกว่าส่วนอื่นๆของดอก มีการเรียงพลาเซนตาตามแนวตะเข็บ (parietal placentation) ดังนั้น เมล็ดที่อยู่ในผลจึงชี้ปลายเข้าด้านในหรือเข้าหาจุดศูนย์กลาง ยากที่จะแยกแยะผนังผลออกจากเนื้อเยื่อคาร์เพลพิเศษหรือฐานดอกรูปถ้วย (hypanthium) ได้ และไม่สามารถแยกแยะ ช่องว่างในผลได้ เนื่องจากเต็มไปด้วยเนื้อเยื่อพาเรงคิมาที่มีกำเนิดมาจากคาร์เพล

2.1.2 ผลแบบส้ม (hesperidium) เป็นผลของพืชในวงศ์ Rutaceae เช่นส้ม มาจากรังไข่ที่อยู่สูงกว่าส่วนอื่นๆของดอก การจัดวางตัวของออวุลในรังไข่เป็นแบบพลาเซนตารอบแกนร่วม (axile placentation) มีประมาณ 10 คาร์เพล แต่ไม่แน่นอนนัก ไม่มีเนื้อเยื่อคาร์เพลพิเศษเหมือนกับในผลแบบแตง (pepo) ดังนั้น จึงมีแต่ผนังผลเพียงอย่างเดียว


ภาพที่ 59 ตัดขวางผลแบบส้ม (hesperidium)
2.2 ผลสด-เปลือกบาง ผลประเภทนี้มีเปลือกผลกับเนื้อเยื่อสดอยู่ด้านนอก แบ่งออกเป็น
2.2.1 ผลมีเนื้อหลายเมล็ด (berry) มาจากเกสรเพศเมียเดี่ยวและรังไข่อยู่เหนือวงกลีบ มีการเรียงพลาเซนตารอบแกนร่วม (axile placentation) ดังนั้น เมล็ดที่อยู่ในผลจึงชี้ปลายออกด้านนอกหรือเข้าหาเปลือกผล ในส่วนผนังผล ทั้งผนังแบ่งกั้นและเนื้อเยื่อส่วน ที่ออวุลติดกับรังไข่ (พลาเซนตา) มีลักษณะเป็นเนื้อสดทั้งหมด ผลประเภทนี้มีหลายเมล็ด เช่น มะเขือเทศ มะละกอ กล้วย ฝรั่ง และองุ่น
2.2.2 ผลเมล็ดเดียวแข็ง (drupe) ผลประเภทนี้อาจมาจากรังไข่ที่อยู่ในคาร์เพลเดียว หรือหลายคาร์เพล แต่ผลที่เจริญเติบโตเต็มที่จะมีเพียงเมล็ดเดียว ผนังผลชั้นนอก (exocarp) และผนังผลชั้นกลาง (mesocarp) มีลักษณะเป็นเนื้อสด แต่ผนังผลชั้นใน (endocarp) มีลักษณะแข็งมากที่เรียกว่า pit เนื่องจากมีเนื้อเยื่อสเกลอเรงคิมามากนั่นเอง ผนังผลชั้นในนี้ติดแน่นกับเปลือกเมล็ด เช่นมะพร้าว ตาล มะกอก มะม่วง ผลไม้ในสกุล Prunus (พีช พลัม และเชอร์รี่) และวอลนัทดำ
2.2.3 ผลแบบแอปเปิล (pome) ผลประเภทนี้เป็นผลวิสามัญที่มีวิวัฒนาการก้าวหน้ามากที่สุด มาจากรังไข่เชิงประกอบชนิดอยู่ต่ำกว่าส่วนอื่นๆของดอกที่อยู่ภายในหลอดดอกขนาดใหญ่ การจัดวางตัวของออวุลในรังไข่เป็นแบบพลาเซนตารอบแกนร่วม (axile placentation) ดังนั้น เมล็ดที่อยู่ในผลจึงชี้ปลายออกด้านนอก โปรดสังเกตว่า เนื้อแอปเปิลที่เรากินเป็นส่วนที่พัฒนามาจากฐานดอกรูปถ้วย (hypanthium) ในขณะที่ ใจกลางผล (apple core) ที่เราทิ้งไปนั้นคือส่วนของผลที่แท้จริง (ดูภาพที่ 60) ผลแบบนี้ มีห้าคาร์เพล เช่นแอปเปิล และแพร์



* อยู่ภายนอกมัดท่อลำเลียงคาร์เพลตรงกลางและภายในมัดท่อลำเลียงกลีบดอก;
ในผลแบบแอปเปิล เนื้อเยื่อคาร์เพล (carpellary tissue) อยู่ภายในเส้นใจกลาง
ส่วนเนื้อเยื่อคาร์เพลพิเศษ (extracarpellary tissue) อยู่ภายนอก
ภาพที่ 60 ตัดขวางผลแบบแอปเปิล (pome)




Share |


เกมส์ทดสอบความรัก เกมทดสอบความรัก
เกมส์ทดสอบความรัก
เกมทดสอบความรัก
เกมส์ฝึกความจำ เกมส์ตัวตุ่น
เกมส์ฝึกความจำ
เกมส์ตัวตุ่น
เกมส์ben10
เกมส์ben10
เกมส์มนุษย์ลาวา
เกมส์นารูโตะ
เกมส์นารูโตะ ต่อสู้
โหลดนานนิ๊ด 4.5MB
แต่สนุกมาก

By : ฟุตบาทฮับ    Date : 19 Mar 2007 09:07    แจ้งลบกระทู้ หมายเลข 183128 ( คนทั่วไปแจ้งลบ )    ลบกระทู้ เฉพาะ เจ้าของกระทู้เท่านั้น !! ( ลบกรณี Post ซ้ำ , ไม่ต้องการให้มีกระทู้นี้ในระบบ )

เปิดอ่าน กระทู้ทั้งหมด ที่ ฟุตบาทฮับ ตั้งกระทู้ 17 กระทู้
Topic ล่าสุด ที่ ฟุตบาทฮับ ตั้ง 6 กระทู้ มีดังนี้
 374411   รักหมดใจ หัวใจสีม่วง1
 374386   เมื่อไหร่คราฟป่มจะเจอคนจริงใจ
 277128   ใครอยู่ม.6แล้วรายงานตัวด้วยคร๊าฟ
 199729   เล่นต่อเพลงกันไหมฮะ.....แล้วมีใครเล่น m บ้างเข้ามาคุยกันได้นะฮะ
 197778   เปิดเทอมวันแรกมาคุยกันหน่อยหละกัน .....นะคุณดี้ น่าร๊ากกกกกกก
 193312   หัวใจผมว่างจะมีใครบ้างจับจอง .....อยากคุยกะดี้โสด
เปิดดู กระทู้อื่นๆ ที่ ฟุตบาทฮับ เข้าร่วมตอบ ( ในกระดานข่าวทั้งหมด )

 
แนะนำ เว็บไซด์ ในเครือ น่ารักดอทคอม
@ โฆษณา ปรับแต่งมือถือ !!! : Truetone Karaoke Poly Karaoke Truetone PolyRingtone Mobile Wallpaper Mobile Theme Mobile Animation Vdo Clip Sound Clip Mobile Game My Wallpaper
@ รู้ไว้ จะได้ไม่ตกยุค Top 50 อันดับเพลงฮิตติดชาร์ท ทุกค่ายเพลง ทุกศิลปิน ( 50 TOP Chart ) ไม่ว่าจะ GMM Grammy , RS , BMG , EMI , Sony Music รวมไว้ที่นี่ !!! Update รายสัปดาห์ !!!
@ Magnet Fever แม็กเน็ต ฟีเวอร์ เว็บของสะสม Magnet ( แผ่นแม่เหล็ก Mini Poster ) ของภาพยนตร์ไทย และ ภาพยนตร์ต่างประเทศ เน้นของ SF CINEMA
@ Krabi Koh Samui Pattaya Phuket Bangkok Thailand Hotels Reservation and Thailand Hotels Directory
@ โฆษณา บ้านทอมดี้ บอร์ด คุยกัน ประสา หญิงรักหญิง นิทาน เรื่องสั้น อิโรติก บทกวี กลอน
@ โฆษณา ดูดวง เลข 7 ตัว 9 ฐาน ตรวจดวงชะตา อัตราค่าบริการ ดวงละ 200 บาท ต่อ 30 นาที สนใจ Click อ่านรายละเอียด


ความคิดเห็นตามปี : [ ปี 2550 ]   [ ปี 2551 ]   [ ปี 2552 ]   [ ปี 2553 ]   [ ปี 2554 ]   [ ปี 2555 เป็นต้นไป ]  
หน้านี้ แสดง ความคิดเห็นตั้งแต่ปี พศ. 2555 ( คศ. 2012 ) เป็นต้นไป เท่านั้น !



ขอเชิญร่วมตอบกระทู้
ความคิดเห็น
โดย
Member ID
** เฉพาะสมาชิกระบุ ID (ตัวเลข)
Password** เฉพาะสมาชิก => [[ สมัครสมาชิก Click!! ]]
ยิ้ม บึ้ง อาย smile blue shy นอน แว่นกันแดด supergrin embarass ตาย cool clown pukey
eek sarcblink smokin reallymad confused crying lol yawn devil tongue aysmile tasty grazy
คลิกที่รูป เพื่อแทรกรูปลงในข้อความ

มารยาทในการใช้งาน Webboard'
คำเตือน !!
1. การ Post ข้อความ ที่เป็น การรบกวน ความเป็นส่วนตัว การสบประมาท ดูหมิ่น หยาบคาย อนาจาร ซึ่งรุกรานต่อความเป็นส่วนตัว เป็นภัยต่อผู้อื่นบนเว็บไซต์ มีความผิดทางกฎหมาย
2. เพื่อความปลอดภัย และ ความเป็นส่วนตัว โปรดหลีกเลี่ยง การลงเบอร์โทร ชื่อ-สกุล จริง ในการ Post ข้อความ แนะนำ ให้ติดต่อกันทาง Email ตรง !! จะดีกว่านะ !!
[ ปิดหน้าต่างนี้ ]

ผู้สนับสนุน : ร้านดอกไม้ | หาเพื่อน | เกมส์จับคู่ผลไม้ | ดารา | ดูดวง | โทรศัทพ์มือถือ
Bangkok Hotels | MMS | HIV AIDS | Wallpaper | Directory | Barbie | Lady | CheckDomain
games เกม เกมส์ เกมส์แต่งตัว เกมส์มาริโอ เกมส์ทำอาหาร เกมส์ปลูกผัก game | เพลง | รถยนต์มือสอง
รหัสไปรษณีย์ | รถมือสอง | สถิติหวย ตรวจหวย ใบตรวจหวย ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล | เกมส์เต้น
หางาน งาน งานราชการ | เกาะช้าง กาญจนบุรี | เกมส์บีบสิว | ดูหนัง | เกมส์จับคู่ | เกมส์บุรุษพยาบาล
หางานสุโขทัย | หางานจันทบุรี | หางานลำปาง | หางานกรุงเทพ | หางานเชียงราย | ฟุตบอล | Meetang


Copyright © Since Feb 2004 www.narak.com ( น่ารักดอทคอม ) , Code : Moha